11

รู้จัก โรคอุจจาระร่วง

โรคอุจจาระร่วง หมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลวกว่าปกติตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ 1 ครั้ง ถ่ายอุจจาระมีมูกหรือเลือด 1 ครั้ง หรือมากกว่านั้นภายในเวลา 12 ชั่วโมง การถ่ายอุจจาระเหลวหลายๆครั้งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไปจำนวนมาก ทำให้เกิดอาการขาดน้ำขึ้นดังนี้ ในเด็กทารกบริเวณกระหม่อมจะบุ๋มลงไป ส่วนในผู้ใหญ่และเด็กโตอาการที่พบได้ คือ ความตึงของผิวหนังลดลง กระบอกตาลึก รายที่เป็นรุนแรงปลายนิ้วจะซีด เป็นร่องเย็นขึ้น กระสับกระส่ายหรือไม่ค่อยรู้สึกตัว ชีพจรเบาเร็ว ไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกินกว่า 8 ชั่วโมง (อาการรุนแรง) ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยการทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่เหมาะสมอาจถึงแก่เสียชีวิตได้

การติดต่อ อาการอุจจาระร่วงเกิดจากการจับต้อง และการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคเข้าไป โดยมีลักษณะการแพร่เชื้อโรคได้หลายแบบ

1. ผู้ป่วยถ่ายอุจจาระไว้บนพื้นดิน เมื่อฝนตกจะชะเชื้อโรคในอุจจาระให้กระจายและไหลลงสู่บ่อ สระ แม่น้ำ ลำคลอง ถ้าดื่มน้ำนี้เข้าไปก็อาจติดโรคได้
2. ถ้าผู้ป่วยเป็นผู้ปรุงอาหารเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอุจจาระร่วงอาจติดมากับมือผู้ป่วยและอาจลงไปอยู่ในอาหารนั้นๆได้
3. แมลงวันไปเกาะอุจจาระผู้ป่วยแล้วมาตอมอาหารและปล่อยเชื้อโรคไว้ในอาหารที่มิได้ปกปิดให้มิดชิด
4. การรับประทานผักดิบและผลไม้สดที่ไม่สะอาดจะทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงได้ง่าย
5. การใช้ภาชนะที่ไม่สะอาดอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอุจจาระร่วงได้

อหิวาตกโรคเป็นโรคอุจจาระร่างชนิดหนึ่งซึ่งมีการระบาดได้รวดเร็วมาก เกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้ออหิวาห์เข้าไป เชื้อโรคนี้จะไปเจริญ เติบโตในลำไส้ ทำให้เกิดอาการที่มีลักษณะเฉพาะ คือ ท้องเดินอย่างมาก อุจจาระเป็นสีน้ำซาวข้าว มีมูกมาก มีกลิ่นเหม็นคาว อาเจียนโดยไม่มีอาการคลื่นไส้ อาการดังกล่าวจะทำให้ผู้ป่วยเสียน้ำและเกลือแร่จากร่างกายอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าอุจจาระร่วงชนิดอื่นๆ จะทำให้ผู้ที่เป็นถึงแก่ความตายได้ เนื่องจากคนเป็นแหล่งของเชื้ออหิวาห์ที่สำคัญ เชื้อโรจะออกมากับอุจจาระและอาเจียนของผู้ป่วย แมลงวันจะนำเชื้อจากอุจจาระและอาเจียนของผู้ป่วยมาสู่อาหาร ภาชนะใส่อาหารและน้ำดื่ม หรือบางครั้งถ้าผู้ป่วยถ่ายอุจจาระลงแม่น้ำลำคลอง เชื้อจะมาตามแม่น้ำลำคลองได้หรืออาจติดมากับมือของผู้ป่วยโดยตรงก็ได้

ทำอย่างไรจึงไม่เป็นโรคอุจจาระร่วง

1 ดื่มน้ำที่สะอาด เช่น น้ำประปา น้ำฝนที่เก็บในภาชนะที่สะอาด น้ำที่ต้มเดือดแล้ว
2 ระวังอย่าให้แมลงวันตอมอาหาร ควรใส่ตู้หรือมีฝาชีครอบให้มิดชิด และควรจะรับประทานอาหารที่สุกใหม่ๆและร้อน อาหารที่ซื้อจากนอกบ้านควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานเพื่อฆ่าเชื้อโรค
3 ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงหรือรับประทานอาหารก่อนออกจากห้องน้ำ
4 ถ้ารับประทานผักดิบและผลไม้สด ควรล้างหลายๆครั้งให้สะอาดและแช่ในน้ำปูนคลอรีนประมาณครึ่งชั่วโมง
5 ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ อย่าถ่ายอุจจาระหรือซักเสื้อผ้าของผู้ป่วยลงในแม่น้ำลำคลองหรือแหล่งน้ำสาธารณะ
6 รักษาบริเวณบ้านให้สะอาด กำจักขยะมูลฝอย เศษอาหารและมูลสัตว์ต่างๆโดยฝังหรือเผาเสีย เพื่อป้องกันมิให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน
7 ควรเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมมารดาเพราะจะช่วยป้องกันมิให้ทารกติดเชื้ออุจจาระร่วงได้

เมื่อมีผู้ป่วยเกิดขึ้นควรปฏิบัติดังนี้

1. งดอาหารทุกชนิดและใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือแกงครึ่งช้อนชาผสมน้ำต้มสุก 750 มิลลิลิตร คือ ประมาณขวดน้ำหวานหรือขวดน้ำปลากลมใหญ่ หรืออาจใช้ผงโออาร์เอส (ผงน้ำตาลเกลือแร่สำเร็จรูปมีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาล องค์การเภสัชกรรม) 1 ห่อ ผสมน้ำ 1 ขวดเช่นเดียวกัน (ผสมครั้งหนึ่งการใช้ไม่ควรเกิน 24 ชั่วโมง) ดื่มบ่อยๆ เพื่อป้องกันและรักษาอาการขาดน้ำ
2. ถ้าอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้น หรือถ่ายเป็นมูกเลือดให้รีบพาผู้ป่วยไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อ
3. เสื้อผ้าของผู้ป่วยที่เปื้อนอุจจาระควรต้มหรือทำลายเชื้อโรคด้วยยาฆ่าเชื้อเสียก่อนแล้วจึงนำไปซัก และอย่าซักลงไปในแม่น้ำลำคลองเป็นอันขาดเพื่อป้องกันมิให้โรคแพร่ไปสู่ผู้อื่นๆ
4. ถ้ามีอุจจาระร่วงเกิดขึ้นหลายรายให้รีบแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำศูนย์ฯ สาขาหรือที่ศูนย์บริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้เคียงโดยด่วน

10

7 สัญญาณเสี่ยงภัย โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

7 สัญญาณเตือนภัย มะเร็งลำไส้ใหญ่

1. ปวดท้องเป็นพักๆ ปวดๆ หายๆ

2. ท้องผูก สลับกับท้องเสีย ส่งผลให้อุจจาระแข็ง และเหลวสลับกัน

3. ปวดท้องอยากอุจจาระ แต่ไม่มีอุจจาระออกมา เหมือนถ่ายไม่หมด

4. อุจจาระมีมูกเลือดปน

5. อุจจาระลำเล็กกว่าปกติ

6. ท้องอืด ท้องแน่นตลอดเวลา

7. คลื่นไส้ อาเจียน

Avocado

อโวคาโด มากประโยชน์ดีต่อสุขภาพ

อโวคาโดมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ เช่น

– วิตามินอี บำรุงผิวพรรณ ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด

– สารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความชราภาพ ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

– โพแทสเซียม ลดความดันโลหิต

– โฟเลท ลดความดันโลหิต

– วิตามินเอ บำรุงสายตา

– วิตามินบี แก้อาการเหน็บชา

– วิตามินซี ป้องกันโรคหวัด บำรุงฟัน

– กรดไขมันดี ชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับน้ำมันมะกอก ช่วงลดคอเลสเตอรอลในเลือด และป้องกันโรคหัวใจได้

– สารแคโรทีนอยด์ต่างๆ ถึง 11 ชนิด โดยจะพบมากบริเวณเนื้อที่เป็นสีเขียวเข้มที่ติดกับใต้เปลือก

2

ทึ่ง! ร้อยไหมช่วยรักษาอาการนอนกรนได้

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักการเสริมความงามและผิวหน้าให้ตึงกระชับด้วยการร้อยไหม แต่ที่สร้างเซอร์ไพร้ส์อย่างมากคือ การร้อยไหมที่ว่านี้กลับสามารถรักษาอาการนอนกรนได้ด้วยเทคนิค ที่เรียกว่า “Spring Thread Snoreplasty” ซึ่ง
ใช้นวัตกรรม “Spring Thread with Memory” ที่นำไหมสปริงมาเย็บเพดานอ่อน ทำให้สามารถยกกระชับเพดานอ่อนได้ดีขึ้นกว่าเดิม และอยู่ได้คงทนกว่าการใช้ไหมธรรมดา จึงรักษาอาการกรนจากเพดานหย่อนคล้อยและภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดไม่รุนแรงโดยไม่ต้องผ่าตัด แถมทำได้ง่าย ได้ผลดี ปลอดภัย ที่สำคัญคือประหยัดค่าใช้จ่ายและเจ็บตัวน้อยมากเมื่อเทียบกับการรักษาวิธีอื่น ๆ

SONY DSC

ระวัง! นอนน้อย 30 นาที เสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวานระยะยาว

นักวิจัยพบว่า การนอนน้อยลงแค่ 30 นาทีต่อวันอาจจะทำให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อร่างกาย โดยเฉพาะน้ำหนักตัวและกระบวนการเมตาบอลิซึม

ที่งานประชุมประจำปีของ Endocrine Society ที่ซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา นักวิจัยจากกาตาร์ได้นำเสนอผลเสียของการนอนน้อยลงต่อร่างกาย

“งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า การนอนน้อยนั้นเกี่ยวข้องกับโรคอ้วนและโรคเบาหวาน เราพบว่า การนอนน้อยลงเพียงแค่ 30 นาทีต่อวันนั้นอาจจะส่งผลเสียอย่างมหันต์ต่อโรคอ้วนและการยับยั้งฮอร์โมน อินซูลินในเวลาต่อมาได้” ศาสตราจารย์ ดร.ชาห์ราด ตาเฮริ แห่งโรงเรียนแพทย์ Weill Cornell กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์เผย

“ซึ่งก็สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ว่า การนอนน้อยเป็นเรื่องที่เสพติดได้ และมีผลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึม”

ปัจจุบัน คนเราต้องทำงานและรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการอดนอนในช่วงวันธรรมดาและนอนชดเชยในช่วงวันหยุด แต่การนอนน้อยในช่วงวันธรรมดานั้นอาจส่งผลเสียต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมใน ระยะยาว และอาจทำให้เกิดโรคเบาหวานประเภท 2 ตามมา

“การอดนอนนั้นเริ่มเป็นสิ่งที่พบได้ปกติในสังคมสมัยใหม่ แต่เราเพิ่งจะมาพบในช่วงสิบปีให้หลังนี้เองว่ามันมีผลต่อกระบวนการเมตาบอลิ ซึม การค้นพบของเราบอกว่า การหลีกเลี่ยงการอดนอนจะมีผลดีต่อรอบเอวและกระบวนการเมตาบอลิซึม และการนอนปกตินั้นจะช่วยลดน้ำหนักและห่างไกลจากโลกเบาหวาน” ศาสตราจารย์ตาเฮริเผย

ศาสตราจารย์ตาเฮริและทีมวิจัยได้รวบรวมอาสาสมัคร 522 รายที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 จากการตรวจปัสสาวะ จากนั้นได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอย่างสุ่ม คือ กลุ่มที่ดูแลปกติ กลุ่มที่จะแทรกแซงกิจกรรม และกลุ่มที่จะแทรกแซงทั้งกิจกรรมและอาหาร

ผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องเขียนบันทึกชีวิตประจำวันเป็นเวลา 7 วันและคำนวณเวลานอนในแต่ละวัน นักวิจัยได้บันทึกความสูงและน้ำหนักเพื่อบ่งบอกสภาพของความอ้วนเอาไว้ด้วย โดยได้วัดรอบเอวเพื่อระบุระดับไขมันส่วนกลางของร่างกาย และวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดแบบเร็วเพื่อดูการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน

นักวิจัยพบว่า คนที่นอนน้อย คืออดนอนในช่วงวันธรรมดานั้นมีโอกาสจะเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนปกติถึง 72 เปอร์เซ็นต์ และการนอนน้อยในวันธรรมดาเป็นประจำเป็นเวลา 6 เดือนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับโรคอ้วนและการต่อต้านฮอร์โมนอินซูลินอย่างมาก

ในช่วง 12 เดือนนั้น คนที่นอนน้อยลง 30 นาทีในวันธรรมดานั้น มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ และมีความเสี่ยงที่จะไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินเพิ่มขึ้น 39 เปอร์เซ็นต์

นักวิจัยแนะนำว่า อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อดูพัฒนาการและกระบวนการเมตาบอลิซึมจากทุก ปัจจัยที่อาจจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญเพื่อพลังงานในร่างกายนี้ ในอนาคต นักวิจัยเชื่อว่า การนอนที่ดีและการมีความรู้น่าจะช่วยให้โรคทางเมตาบอลิซึมเกิดน้อยลงได้

11

ใช้กล่องพลาสติกอุ่นอาหารจากเข้าไมโครเวฟ เสี่ยงโรคภัยถามหา

กล่องพลาสติกเข้าไมโครเวฟ การอุ่นอาหารที่คุ้นเคยกันดีในวิถีชีวิตที่เร่งรีบอย่างยุคสมัยนี้ กับข้อสงสัยว่าภาชนะพลาสติกกับไมโครเวฟ จะก่อให้เกิดอันตรายกับสุขภาพมากแค่ไหน วันนี้เราจะได้คำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

เหมือนจะพอรู้กันอยู่ว่าการอุ่นอาหารในไมโครเวฟด้วยภาชนะพลาสติกเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะก่ออันตรายกับสุขภาพได้ ทว่าเหล่าอาหารแช่แข็งที่อยู่ในกล่องพลาสติกนั่นล่ะ ทำไมยังเอาเข้าไมโครเวฟเพื่ออุ่นอาหารได้ตามปกติ แถมร้านสะดวกซื้อก็อุ่นอาหารแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น

เอ้า ! สรุปว่ามีพลาสติกที่เข้าไมโครเวฟได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายอยู่จริง ๆ หรือการอุ่นอาหารในไมโครเวฟด้วยกล่องพลาสติกชนิดไหน ๆ ก็ยังคงอันตรายอยู่ เราจะได้รู้กันจากบรรทัดด้านล่างนี่แหละ

Laura Vandenberg ศาสตราจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแมสซาซูเซตส์ กล่าวว่า ในภาชนะพลาสติกทุกชนิดจะมีสาร BPA (Bisphenol A) และพทาเลต (Phthalates) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกทุกชิ้นบนโลกใบนี้ และเจ้าสารที่ว่าก็ยังสามารถซึมออกมาจากภาชนะพลาสติก และปนเปื้อนอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มของเราได้ โดยเฉพาะหากภาชนะพลาสติกถูกอุ่นให้ร้อน หรือแม้แต่ถูกบรรจุด้วยสารที่เป็นกรด ไขมัน หรือมีโซเดียมค่อนข้างสูง

   ซึ่ง The Endocrine Society ทีมนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนก็ออกโรงเตือนมาด้วยว่า สารเคมีในพลาสติกเป็นตัวการก่อกวนฮอร์โมนในร่างกาย และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วนได้

และแม้ว่าทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาจะออกมาค้านว่า สาร BPA ในพลาสติกมีผลกระทบกับสุขภาพไม่รุนแรงอย่างที่กลัวกัน และร่างกายเราสามารถขับสาร BPA ออกไปทางการขับถ่ายได้ ทว่าทางนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าพลาสติกอุ่นในไมโครเวฟจะปลอดภัยต่อสุขภาพ จึงพยายามทำการทดลองในสัตว์อย่างหนู และลิง ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะทางชีวภาพคล้ายกับมนุษย์มากที่สุด และเขาพบว่า เมื่อให้สัตว์ทดลองได้รับสารเคมีจากพลาสติกเป็นเวลาหนึ่ง ก็มีผลกระทบให้สัตว์ทดลองเหล่านั้นเกิดอาการป่วย โดยตรวจพบว่าสัตว์ทดลองมีปริมาณ BPA ในเลือดค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยหลาย ๆ ชิ้นที่ตรวจพบว่า ในร่างกายของเรามักจะตรวจพบสาร BPA อยู่ในเส้นเลือดมากถึง 90% และที่ร่างกายมีปริมาณสาร BPA มากขนาดนี้ก็เป็นเพราะพฤติกรรมการบริโภคประจำวัน ที่ทำให้เราได้รับสารเคมีดังกล่าวในลักษณะสะสม อย่างการบริโภคอาหารที่อยู่ในกล่องพลาสติก ขวดน้ำพลาสติก หรือแม้กระทั่งกระป๋องสเตนเลส และการใช้ฟิล์มถนอมอาหาร ภาชนะเหล่านี้ก็มีสาร BPA และสารเคมีที่มีคุณสมบัติหล่อพลาสติกและสเตนเลสให้เป็นของแข็งผสมอยู่ในจำนวนมากนะคะ

10

ใช้ผ้าเช็ดตัวเกิน 3 ครั้ง เชื้อโรคเพียบ!

โดยปกติแล้วเราจะเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวที่ใช้อาบน้ำกันสัปดาห์ละครั้งใช่ไหมล่ะคะ เพราะคิดว่าระยะเวลา 1 สัปดาห์คงยังไม่ทำให้ผ้าเช็ดตัวสกปรกเท่าไร แต่ขอบอกเลยว่าคิดผิด เพราะจริง ๆ แล้วการใช้ผ้าเช็ดตัวติดต่อกันแค่ไม่กี่ครั้งก็ทำให้ผ้าเช็ดตัวสกปรกแบบสุด ๆ ได้แล้วล่ะ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่ว่าการใช้ผ้าเช็ดตัวติดต่อกันนาน ๆ จะส่งผลอย่างไร และควรจะใช้ผ้าเช็ดตัวไม่เกินกี่ครั้งถึงจะไม่เสี่ยงกับเชื้อโรค ลองไปดูที่เว็บไซต์The sun นำมาฝากกันเลย

Philip Tierno ศาสตราจารย์ด้านจุลวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กได้ออกมาให้คำแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดตัวติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง โดยไม่ได้นำไปซัก หรือนำไปตากแดดให้แห้งเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าเช็ดตัวที่ตากทิ้งไว้ในห้องน้ำที่ไม่มีอากาศถ่ายเท เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่ร่างกายจะสัมผัสกับสิ่งสกปรกที่ติดอยู่กับผ้าเช็ดตัว หรือเชื้อแบคทีเรียที่เจริญเติบโตอยู่บนผ้าเช็ดตัว ซึ่งเชื้อโรคที่พบได้ในผ้าเช็ดตัวที่ใช้แล้วคือเชื้อแบคทีเรียโคลิฟอร์ม (Coliform) อันเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง

โดยสาเหตุที่ทำให้ผ้าเช็ดตัวที่ใช้แล้วนี้สกปรกทั้ง ๆ ที่เรานำมาใช้เช็ดตัวแค่ตอนที่อาบน้ำเสร็จนั่นก็คือ ถึงแม้ว่าการอาบน้ำจะทำให้ตัวเราสะอาด แต่บรรดาเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว หรือเชื้อแบคทีเรีย เศษอุจจาระ หรือปัสสาวะ ก็อาจจะติดไปกับผ้าเช็ดตัวด้วยในขณะที่เราเช็ดตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อติดไปบนผ้าเช็ดตัวแล้ว ก็จะก่อให้เกิดเชื้อรา หรือการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรค ยิ่งถ้าหากผ้าเช็ดตัวเหล่านั้นถูกตากในที่อับชื้น ไม่มีอากาศถ่ายเทหรือแสงแดดเพียงพอ ก็จะทำให้เชื้อแบคทีเรียยิ่งเจริญเติบโตได้ดี และเรานำผ้าเช็ดตัวมาใช้อีกครั้ง เชื้อเหล่านี้อาจจะเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล หรืออวัยวะต่าง ๆ ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยที่มาจากการติดเชื้อโรคหรือแบคทีเรียบางชนิดได้

วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันเชื้อโรคจากผ้าเช็ดตัวก็คือควรหมั่นเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวบ่อย ๆ และควรนำผ้าเช็ดตัวไปตากแดดหรือตากในที่ที่มีอากาศถ่ายเททุกครั้งหลังใช้งาน เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค อีกทั้งไม่ควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่มีกลิ่นอับด้วยนะคะ

Sore Throat - 3d rendered illustration

กินอาหารร้อนก่อมะเร็งหลอดอาหารได้หรือไม่?

มะเร็งหลอดอาหาร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
คิดว่าหากพูดถึงโรคมะเร็ง ทุกคนก็คงทราบกันดีว่ามันเป็นความผิดปกติของร่างกาย ที่จู่ๆ ก็เป็นขึ้นมาเอง อาจจะไม่ได้มีสาเหตุจากสิ่งใดแน่ชัด เพียงแต่เราจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นสาเหตุมาได้จากหลากหลายปัจจัยค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหาร

– ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่

– บริโภคอาหารบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น อาหารที่มีสารไนโตรไซ หรือไนโตรซามีน เช่น อาหารประเภทเนื้อ อาหารที่ใส่สารกันบูด อาหารประเภทย่าง หรือเครื่องปรุงรสอย่าง พริก และพริกไทย

– เป็นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุภายในหลอดอาหารเกิดอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เซลล์ผิดปกติจนเกิดเป็นมะเร็งได้

– ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในหลอดอาหาร

– เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุหลอดอาหารอย่างรุนแรง จากการกระทำ เช่น กลืนน้ำยาล้างห้องน้ำ กลืนน้ำกรด น้ำด่าง

– รับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ และแร่ธาตุต่ำ

– อยู่ในภาวะอ้วน

และอื่นๆ

อาการของมะเร็งหลอดเลือดอาหาร

1. เริ่มทานอาหารแข็งแล้วรู้สึกฝืดคอ กลืนไม่ค่อยลง เช่น ไก่ย่าง หมูทอด ผลไม้ต่างๆ

2. เริ่มรู้สึกลำบากในการกลืนอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารแข็ง หรือเหลว

3. อาจจะกลืนอะไรไม่ค่อยลง จนทำให้ต้องขย้อน หรืออาเจียนออกมา

4. ทานอะไรไม่ลง น้ำหนักเริ่มลด ร่างกายซูบผอม อ่อนเพลีย เพราะขาดอาหาร

5. อาจมีอาการข้างเคียงเพิ่มเติม เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดหัว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ ไอ หรือเจ็บบริเวณกระดูกหน้าอก หรือในลำคอ เป็นต้น
ดังนั้น การรับประทานของร้อน อาจจะไม่ถึงกับทำให้หลอดอาหารบาดเจ็บจนเป็นแผล แต่อย่างไรก็ตามหากอาหารร้อนเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณปากบาดเจ็บ จนเป็นแผลได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็ควรจะรับประทานอาหารที่มีความร้อนเหมาะสม ไม่ลวกปากลวกลิ้นจนพองกันบ่อยๆ ดีกว่าค่ะ

37

โรคลมชัก ดูแลได้

โรคลมชัก เกิดจากอะไร?

โรคลมชักเกิดขึ้นจากความผิดปกติของกระแสไฟฟ้า ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม พยาธิในสมอง เส้นเลือดในสมองผิดปกติ สมองพิการแต่กำเนิด เป็นต้น โดยผู้ป่วยร้อนละ 70 ไม่สามารถหาสาเหตุของอาการลมชักได้

อาการของโรคลมชัก

1. ชักกระตุก เกร็งไปทั้งตัว อาจจะเหมือนมีอาการหมดสติ แล้วร่างกายจะค่อยๆ เกร็ง ตาเหลือก ชักกระตุก กัดฟัน และอาจจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ

2. มีอาการชักบางส่วน เช่น ใบหน้า แขน ขา หรืออาจไม่ปรากฏอาการชักกระตุก เหมือนเหม่อลอย หรือหมดสติไปชั่วคราว เมื่อฟื้นจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้

วิธีช่วยเหลือผู้ป่วยโรคลมชัก ลมบ้าหมู ที่หลายๆ คนเข้าใจกันว่า ให้หาช้อนงัดปาก กั้นระหว่างฟันกับลิ้นเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเผลอกัดลิ้นตัวเองนั้น แท้ที่จริงแล้ว เป็นวิธีปฐมพยาบาลที่ไม่ถูกต้อง เพราะอาจส่งผลเสียต่อฟัน ทำให้ฟันได้รับความเสียหาย บิ่น โยก หรือหลุด และหากฟันหลุดร่วงลงไปในคอ อาจเกิดอาการสำลัก หรืออาจปิดกั้นหลอดลมจนขาดอากาศหายใจเสียชีวิตได้
ดังนั้น วิธีช่วยเหลือผู้ป่วยโรคลมชัก หรือลมบ้าหมูเบื้องต้นที่ดีที่สุด มี 2 วิธีคือ

1. หากสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยชักเกร็ง แต่ไม่มีอาการกัดลิ้นร่วมด้วย ควรให้ผู้ป่วยนอนตะแคงหน้าด้านใดด้านหนึ่ง ป้องกันอาการสำลัก

2. ปลดกระดุมคอ เข็มขัด กระดุมกางเกงคลายความแน่นอึดอัดให้กับร่างกายผู้ป่วย

3. หากพบผู้ป่วยมีอาการกัดฟันรุนแรง เสี่ยงต่อการกัดลิ้นตัวเอง ให้ใช้ผ้านุ่มสะอาดสอดเข้าไปในปากของผู้ป่วยแทน

4. ผู้ป่วยจะหยุดชักเองภายใน 3-5 นาที แต่หากมีอาการชักนานกว่านั้น หรือชักจนหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล
ถึงจะไม่ใช่โรคใหม่ที่ร้ายแรง อันตรายถึงชีวิต แต่หากให้การช่วยเหลือที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น และอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นควรให้การช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยวิธีที่ถูกต้อง และรวดเร็ว มีสติกันนะคะ

Damaged tooth with cavity dental caries decay disease

ฟันผุ เสี่ยงมะเร็งในช่องปาก

มะเร็งในช่องปาก เกิดขึ้นได้อย่างไร?

มะเร็งในช่องปากมีหลายสาเหตุ ดังนี้

– สูบบุหรี่

– เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

– กิน หรือเคี้ยวหมาก พลู ยาฉุน ยาเส้น เป็นประจำ เนื่องจากมีสารก่อมะเร็งเจือปนอยู่

– เยื่อเมือกบุช่องปากมีอาการระคายเคือง เนื่องจากมีฟันหัก ฟันบิ่น แล้วไม่ได้รับการรักษา หรือฟันผุรุนแรง จนทำให้เหงือกเป็นหนอง

– ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV ที่เป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก ติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก หรือ oral sex

– มีประวัติเป็นโรคมะเร็งบริเวณศีรษะ หรือลำคอมาก่อน

อาการของโรคมะเร็งในช่องปาก

1. พบฝ้าขาว หรือฝ้าสีแดง ในเยื่อเมือกบุช่องปาก หรือลิ้น

2. มีแผลในช่องปาก ที่รักษาไม่หายเป็นระยะเวลานาน ราว 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป

3. มีตุ่ม หรือก้อนขนาดใหญ่ขึ้นในช่องปาก

4. มีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร หรือกลืนอาหาร เนื่องจากพบก้อนเนื้อในช่องปาก

5. มีเลือดออกมากผิดปกติ จากบาดแผลในช่องปาก

วิธีป้องกันจากโรคมะเร็งในช่องปาก

ปัจจุบันไม่มีวิธีป้องกันจากโรคมะเร็งในช่องปากอย่างชัดเจน ทำได้เพียงหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในช่องปากทั้งหลาย เช่น

– งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่

– เมื่อพบแผลในช่องปาก รีบรักษาให้หาย หากไม่หาย หรือไม่ดีขึ้นภายในเวลา 1 สัปดาห์ ให้รีบพบแพทย์

– เมื่อพบฟันโยก ฟันหัก ฟันบิ่น ฟันผุ ให้รีบเข้ารับการรักษาทางแพทย์

– รักษาความสะอาดของฟัน เหงือก และช่องปากเป็นประจำ แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน และใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เพื่อดึงเศษอาหารออกจากซอกฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– ตรวจฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน – 1 ปี